To scroll text in this page

Global Navigation
Global Navigation end

Start of the main text

ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินในสตรี

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินในสตรี

» ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินในสตรี คืออะไร

» สาเหตุของภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน
» การวินิจฉัย
» การรักษา
» การผ่าตัด




ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินในสตรี

        “ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน” (Overactive bladder)  คือ ภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการอยากถ่ายปัสสาวะขึ้นมาทันทีและไม่สามารถกลั้นไว้ได้ โดยอาจจะมีภาวะปัสสาวะเล็ดหลังอาการดังกล่าว รวมด้วยหรือไม่ก็ได้ และมักจะพบอาการถ่ายปัสสาวะบ่อย และปัสสาวะตอนกลางคืน ร่วมด้วย ภาวะนี้อาจเรียกในชื่ออื่นได้ เช่น Overactive bladder syndrome, Urge syndrome หรือ Urgency-frequency syndrome
การจะวินิจฉัยโรคนี้ได้ ต้องตรวจไม่พบพยาธิสภาพที่ชัดเจนอย่างใดอย่างหนึ่งร่วมด้วย ดังนั้นก่อนที่ให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้จำเป็นต้องวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆที่อาจมีอาการและอาการแสดงคล้ายๆกันออกไปก่อน เช่น
• การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
• เนื้องอกในอุ้งเชิงกรานที่ดันกระเพาะปัสสาวะจนทำให้ปัสสาวะบ่อย
• ช่องคลอดและมดลูกหย่อน
• ช่องคลอดและท่อปัสสาวะมีการฝ่อตัว
• ปัสสาวะบ่อยจากเหตุต่างๆ เช่น ดื่มน้ำบ่อย เป็นโรคเบาหวาน รับประทานยาขับปัสสาวะ
• โรคของระบบประสาทที่เกี่ยวกับการควบคุมระบบทางเดินปัสสาวะ

   จะเห็นได้ว่าอาการอยากถ่ายปัสสาวะขึ้นมาทันทีและไม่สามารถกลั้นไว้ได้ เป็นอาการสำคัญที่ จะต้องมี ในการที่จะวินิจฉัยโรคนี้ เพราะอาการดังกล่าวเป็นอาการหลักที่จะทำให้เกิดอาการผิดปกติอย่างอื่น เช่น ปัสาวะบ่อย ปัสสสาวะตอนกลางคืน และปัสสาวะเล็ด ตามมา

สาเหตุของภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน

สาเหตุที่แน่ชัดยังไม่ทราบ แต่เชื่อกันว่าน่าจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น
• การควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะไม่พัฒนา การขับถ่ายปัสสาวะจึงยังเป็นเหมือนของทารกหรือเด็กอ่อน ซึ่งอาจเป็นความผิดปกติที่สมอง ไขสันหลังหรือที่กระเพาะปัสสาวะเอง
• การเสื่อมสภาพการควบคุมการถ่ายปัสสาวะตามอายุ  เนื่องจากโรคนี้พบมากในคนสูงอายุ
• กล้ามเนื้อที่รองรับอวัยวะในอุ้งเชิงกรานและท่อปัสสาวะมีการทำงานที่ผิดปกติ
• ตัวกล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะเองมีการทำงานที่ผิดปกติ
• มีการอุดกั้นทางเดินของน้ำปัสสาวะที่บริเวณคอของกระเพาะปัสสาวะ
• เกิดขึ้นเองภายหลังการผ่าตัดในอุ้งเชิงกรานโดยเฉพาะการผ่าตัดรักษาภาวะปัสสาวะเล็ด


» ผลกระทบ

        แม้ว่าโรคนี้จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตแต่ก็ก่อให้เกิดผลกระทบต่อทั้งตัวผู้ป่วยเองและต่อประเทศชาติในหลายด้าน  พบว่าโรคนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในหลายด้าน เช่น
• ผู้ป่วยโรคนี้จะมีภาวะซึมเศร้าได้มากกว่าสตรีวัยเดียวกันได้มากกว่าประมาณ 2-3 เท่า
• มีการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ก่อให้เกิดการอ่อนเพลีย ความตึงเครียดทางอารมณ์และจิตใจตามมา
• ในคนสูงอายุจำเป็นต้องพึ่งพิงผู้อื่นในการดำรงชีวิตก่อให้เกิดปัญหาครอบครัวและสังคม
• อุบัติการณ์ของภาวะกระดูกหักจากการลื่นหกล้มในห้องน้ำในสตรีที่สูงอายุที่เป็นโรคนี้มีมากกว่าสตรีที่ไม่มีโรคนี้ถึงประมาณร้อยละ 30

การวินิจฉัย
การสืบค้นเพื่อการวินิจฉัยภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน ควรทำเป็นขั้นตอน

» ขั้นตอนแรก

        ประกอบด้วย  การซักประวัติ ,  การตรวจร่างกาย ,  การตรวจปัสสาวะ , การตรวจการขับถ่ายปัสสาวะด้วยการทำแบบบันทึกข้อมูลการถ่ายปัสสาวะ,  การตรวจด้วยแผ่นรองซับ

» การตรวจร่างกาย

        ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินเป็นโรคที่อาจจะไม่อาการแสดงอะไรให้เห็นเลยก็ได้ ดังนั้นการตรวจร่างกายอาจจะไม่พบความผิดปกติอะไร
อย่างไรก็ตามก่อนที่ให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ ผู้ป่วยควรจะได้รับการตรวจร่างกายโดยละเอียดเสีย ก่อน ซึ่งสิ่งที่ควรตรวจได้แก่การตรวจร่างกายทั่วไปว่ามีโรคหรือความผิดปกติอะไรร่วมหรือไม่โดยเฉพาะการตรวจเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของสตรีที่สูงอายุจะทำให้วางแนวทางการดูแลรักษาได้ดีขึ้น
        การตรวจภายในเป็นการตรวจที่สำคัญอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพื่อตรวจดูว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติในอุ้งเชิงกรานและช่องคลอดที่ทำให้เกิดโรคนี้หรือไม่ เช่น ช่องคลอดมีลักษณะฝ่อบางหรือไม่ มดลูกและช่องคลอดหย่อนหรือไม่และมากน้อยเพียงใด กล้ามเนื้อที่รองรับอวัยวะในอุ้งเชิงกรานมีความแข็งแรงมากน้อยเพียงใด และมีก้อนผิดปกติในช่องท้องหรือไม่

» การตรวจปัสสาวะ

        การตรวจปัสสาวะไม่ว่าจะเป็น การตรวจด้วยกล้องจุลทัศน์หรือการเพาะเชื้อ จะช่วยให้เราแยกโรคหรือความผิดปกติอย่างอื่นออกจากโรคนี้ได้ การตรวจปัสสาวะอาจช่วยบอกความผิดปกติจากโรคบางอย่าง เช่น นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ การติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น

» การตรวจการขับถ่ายปัสสาวะด้วยการจดบันทึกประวัติเกี่ยวกับการขับถ่ายปัสสาวะ


        ในการซักประวัติผู้ป่วยเพื่อหาความผิดปกติของการขับถ่ายปัสสาวะนั้นบางครั้งผู้ป่วยก็ไม่สามารถให้ประวัติที่แน่ชัดเกี่ยวกับการถ่ายปัสสาวะที่แพทย์ต้องการได้ วิธีการที่มีประโยชน์อย่างหนึ่งซึ่งนรีแพทย์ควรนำมาใช้ในเวชปฏิบัติก็คือ การให้ผู้ป่วยจดบันทึกประวัติเกี่ยวกับการขับถ่ายปัสสาวะมาให้แพทย์ดู การกระทำดังกล่าวจะทำให้ได้รายละเอียดของข้อมูลมากขึ้น
วิธีการบันทึกข้อมูลดังกล่าวมีได้หลายแบบ ซึ่งแต่ละวิธีมีนิยามแตกต่างกันดังนี้ 

Micturition time chart หมายถึง การบันทึกเฉพาะจำนวนครั้งของถ่ายปัสสาวะทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
Frequency volume chart (FVC) หมายถึง การบันทึกปริมาณปัสสาวะและเวลาที่ถ่ายปัสสาวะในแต่ละครั้งรวมกัน โดยบันทึกทั้งเวลากลางวันและกลางคืนเป็นเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
Bladder diary หมายถึง การบันทึกการบันทึก เวลาที่ปัสสาวะ ปริมาณของปัสสาวะที่ถ่ายแต่ละครั้ง จำนวนครั้งของการเกิดปัสสาวะเล็ด ปริมาณแผ่นรองซับ (pad) ที่ใช้ รวมทั้งข้อมูลอื่นๆ เช่น ปริมาณน้ำที่ดื่ม ความรุนแรงของการอยากถ่ายปัสสาวะขึ้นมาทันทีและกลั้นไม่ได้ (urgency) และความรุนแรงของการเกิดปัสสาวะเล็ด

        ในทางปฎิบัติเรามักใช้การบันทึกทั้ง 3 วิธีรวมกันโดยเลือกให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เช่นผู้ป่วยบางรายที่มีปัญหาจำนวนครั้งของการถ่ายปัสสาวะอย่างเดียวก็อาจให้บันทึกแค่ Micturition time chart แต่ในรายที่มีปัญหาซับซ้อนกว่าก็อาจต้องบันทึกด้วย Bladder diary เพราะได้ข้อมูลที่ละเอียดกว่า แต่ก็มีข้อเสียตรงที่การบันทึกยุ่งยากกว่าและผู้ป่วยบางรายโดยเฉพาะในสตรีสูงอายุอาจทำไม่ได้
กล่าวโดยทั่วไปแล้วข้อมูลที่ผู้ป่วยจะต้องบันทึกได้แก่ เวลา ปริมาณน้ำที่ดื่ม (ซึ่งรวมทั้งชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มทุกชนิด) ปริมาณปัสสาวะ การกระทำที่เกิดร่วมขณะมีปัสสาวะเล็ด เช่นไอ จาม ยกของหนัก อาการขณะถ่ายปัสสาวะ เช่น ปวดรุนแรงมาก เข้าห้องน้ำไม่ทัน เป็นต้น
การบันทึกควรแยกออกเป็นช่วงเวลากลางวันและกลางคืนภายหลังเข้านอนแล้ว ซึ่งแบบฟอร์มที่ใช้ในการบันทึกมีมากมายหลายแบบ 
นอกจากจะใช้ในการวินิจฉัยโรคแล้ว แบบบันทึกข้อมูลยังเป็นเครื่องมือที่ใช้ประกอบในการดูแลรักษาผู้ป่วยรวมทั้งการติดตามผลการรักษาผู้ป่วยได้ด้วยเนื่องจากสามารถใช้ดูข้อมูลเกี่ยวกับการถ่ายปัสสาวะที่เปลี่ยนแปลงไปได้

» การตรวจด้วยแผ่นรองซับ

        ผู้ป่วยบางรายให้ประวัติยืนยันว่ามีปัสสาวะเล็ดราดจริง แต่แพทย์ไม่สามารตรวจพบได้ด้วยวิธีการทางคลินิกชนิดต่างๆ การตรวจด้วยการใช้แผ่นรองซับ (pad test) ก็เป็นวิธีการอีกวิธีหนึ่งซึ่งทำได้ง่าย ไม่แพงที่ควรเลือกใช้
หลักการของการทำ Pad Test คือการวัดปริมาณของปัสสาวะที่สูญเสียไปขณะมีปัสสาวะเล็ด ซึ่งทำได้โดยให้ผู้ป่วยใส่แผ่นรองซึ่งชั่งน้ำหนักไว้ก่อนแล้วหลังจากนั้นทำการชั่งอีกครั้งหนึ่งเมื่อทำการตรวจเสร็จสิ้น และเปรียบเทียบน้ำหนักที่แตกต่างกันของการชั่งทั้งสองครั้งนั้น


»
ขั้นตอนที่ 2

        ประกอบด้วย  การส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ,  การตรวจยูโรพลศาสตร์ , ในผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความจำเป็นที่ต้องใช้การตรวจสืบค้นด้วยวิธีการต่างๆไม่เท่าเทียมกันขึ้นอยู่กับลักษณะปัญหาที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ โดยเกี่ยวกับความซับซ้อนของปัญหา ความรุนแรงของปัญหาและความเรื้อรังของปัญหา

» การส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ

การตรวจด้วยวิธีนี้จะไม่ใช้เป็นงานประจำ ผู้ป่วยที่มีปัญหาปัสสาวะเล็ดที่จำเป็นต้องรับการตรวจด้วยวิธีนี้ เช่น
• สงสัยจะมีก้อนเนื้องอกในกระเพาะปัสสาวะจากการตรวจด้วยวิธีอื่นมาก่อน เช่น อัลตราซาวนด์
• มีการอักเสบของระบบทางเดินปัสสาวะเป็นๆหายๆ
• มีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังร่วมด้วย ซึ่งอาจจะเป็นโรค interstitial cystitis
• สงสัยมีการอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะหรือสงสัยมี diverticulum ในกระเพาะปัสสาวะจากการตรวจด้วยวิธีอื่น
• สงสัยมีนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
• สงสัยมีรูรั่วระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับอวัยวะใกล้เคียง (fistula)

» การตรวจด้วยยูโรพลศาสตร์
        การตรวจด้วยยูโรพลศาสตร์เป็นการตรวจการทำงานของกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะโดยการใช้เครื่องมือในการตรวจวัดหลายอย่างเช่น การตรวจปริมาณปัสสาวะที่ถ่ายออกมา การตรวจความเร็วของการถ่ายปัสสาวะ การตรวจการทำงานของกล้ามเนื้อที่รองรับอวัยวะในอุ้งเชิงกราน การตรวจการบีบตัวของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ รวมทั้งการตรวจสอบการทำงานของท่อปัสสาวะ
การตรวจด้วยวิธีนี้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่ยุ่งยาก ต้องมีการใส่เครื่องมือเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วย ใช้เวลาในการตรวจ และใช้ผู้เชี่ยวชาญในการแปลผล นอกจากนี้สถาบันที่ให้บริการเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ยังมีเพียงจำกัด จึงควรสงวนวิธีการนี้ไว้ตรวจเฉพาะในรายที่จำเป็นเท่านั้น

การรักษา

        เนื่องจากเรายังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคนี้ ดังนั้นการรักษาจึงใช้แนวทางตามความเชื่อเกี่ยวกับกลไกที่ทำให้เกิดโรคนี้ดังได้กล่าวข้างต้น และโดยมากจะใช้วิธีการรักษาหลายๆอย่างร่วมกัน
วิธีการรักษาที่ใช้กันในปัจจุบันมีมากมายหลายวิธีซึ่งพอสรุปได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆดังนี้
1. การแก้ไขความบกพร่องที่สามารถทำให้กลับคืนดีได้
2. การเปลี่ยนพฤติกรรม
3. การช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบประสาทที่ยับยั้งการถ่ายปัสสาวะ
4. การใช้ยาลดความรุนแรงของ voiding reflex
5. การใช้ยาอื่นๆ
6. การกระตุ้นไฟฟ้าที่ประสาทสันหลัง
7. การฉีด Botulinum Toxin
8. การผ่าตัด

» การแก้ไขความบกพร่องที่สามารถทำให้กลับคืนดีได้

        โรคบางอย่าง เช่น ผนังช่องคลอดบาง การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ท่อปัสสาวะตีบ และการกระทำบางอย่าง เช่นการให้ยาขับปัสสาวะเพื่อรักษาโรคความดันโลหิตสูง  สิ่งต่างๆเหล่านี้จะทำให้เกิดกลไกที่ผิดปกติในการควบคุมการถ่ายปัสสาวะ ดังนั้นถ้าเราตรวจพบปัญหาข้างต้นก็ควรให้การรักษาเสีย เช่น ให้เอสโตรเจนครีมเพื่อรักษาผนังช่องคลอดบาง  ให้ยาปฏิชีวนะรักษา การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และ การเปลี่ยนชนิดของยารักษาความดันโลหิตสูง การรักษาดังกล่าวพบว่าทำให้ผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งหายจากภาวะผิดปกตินี้ได้  

» การเปลี่ยนพฤติกรรม

การเปลี่ยนพฤติกรรมการปฏิบัติตัวบางอย่าง อาจช่วยบรรเทาอาการของโรคให้ดีขึ้น หรือในบางรายอาจหายไปได้เลย เช่น
• ลดปริมาณการดื่มน้ำ โดยเฉพาะการดื่มน้ำก่อนเข้านอนจะได้ไม่ต้องตื่นมาถ่ายปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน 
• จัดสถานที่อาศัยและที่นอนให้สามารถเข้าห้องน้ำได้ง่ายและสะดวก
• ในกรณีที่รับประทายยาขับปัสสาวะเพื่อรักษาโรคอื่นอยูก็ควรเปลี่ยนช่วงเวลารับประทานยาจากช่วงเช้าเป็นช่วงบ่ายแทน

» การช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบประสาทที่ยับยั้งการถ่ายปัสสาวะ

การดูแลรักษาด้วยวิธีนี้ที่สำคัญมี 2 วิธีคือ
• Bladder retraining drills
• การรักษาด้วยวิธีนี้จัดเป็นการรักษาด้วยพฤติกรรมบำบัด โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญที่จะให้ผู้ป่วยมีฝึกใช้สมองส่วนบน วิธีการรักษาที่สำคัญก็คือการถ่ายปัสสาวะให้เป็นเวลาแล้วค่อยๆเพิ่มช่วงห่างของการถ่ายปัสสาวะให้มากขึ้นเรื่อยๆ

» การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Kegel exercise)

        การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานด้วยวิธีการ จะทำให้กล้ามเนื้อที่รองรับอวัยวะในอุ้งเชิงกราน  และกล้ามเนื้อหูรูดส่วนนอกของท่อปัสสาวะมีการหนาตัวและแข็งแรงมากขึ้น พบว่าสามารนำมาใช้ในการรักษาภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินได้ด้วย ทั้งนี้เนื่องจากการบริหารดังกล่าวจะเพิ่มแรงต้านในท่อปัสสาวะให้สูงขึ้นทำให้ปัสสาวะไม่เล็ดราดออกมาเมื่อกระเพาะปัสสาวะมีการบีบตัวก่อนเวลาอันควร นอกจากนี้ยังพบว่าการที่กล้ามเนื้อของท่อปัสสาวะมีการบีบตัวจะมี reflex ไปยับยั้งการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะได้ด้วย

» การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า


        ในผู้ป่วยบางรายไม่สามารถบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานได้ หรือทำได้แต่ไม่ดีพอ การใช้กระแสไฟฟ้าขนาดต่ำไปกระตุ้นกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานโดยตรงพบว่าสามารถทำให้กล้ามเนื้อดังกล่าวมีความแข็งแรงขึ้นได้เช่นเดียวกับการให้ผู้ป่วยบริหารอุ้งเชิงกรานด้วยตัวเอง นอกจากนี้การกระตุ้นด้วยไฟฟ้ายังมีผลโดยตรงให้กระเพาะปัสสาวะมีการคลายตัวได้ด้วย

การผ่าตัด

        การใช้การผ่าตัดเพื่อรักษาภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน ควรเป็นวิธีการสุดท้ายที่จะเลือกใช้ ในกรณีที่ให้การรักษาแบบประคับประคองแล้วไม่ได้ผล ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานจากโรคมาก     เนื่องจากการผ่าตัดแต่ละวิธีทำค่อนข้างยุ่งยากและมีผลข้างเคียงค่อนมาก    รวมทั้งมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตค่อน ข้างรุนแรง
ในปัจจุบันการรักษาที่ได้รับการยอมรับคือการรักษาด้วยวิธีการต่างๆหลายวิธีร่วมกันไปในเวลาเดียวกัน  โดยควรเริ่มด้วยวิธีการง่ายๆ ก่อน ได้แก่การรักษาด้วยวิธีร่วมดังนี้
• การรักษาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
• การรักษาภาวะผนังช่องคลอดบางด้วยครีมยาเอสโตรเจน
• การทำ Bladder retaining drill (การรักษาด้วยพฤติกรรมบำบัด)
• การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานโดยต้องมีผู้ควบคุมดูแล
• การให้ยาในขนาดต่ำๆ

ผลการรักษาดังกล่าวข้างต้นพบว่าส่วนมากได้ผลดี เหลือผู้ป่วยเพียงกลุ่มน้อยที่ต้องพิจารณาให้การรักษาด้วยวิธีการที่ยุ่งยากขึ้น

สรุป

        ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินเป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อย แต่แพทย์ส่วนมากยังไม่ค่อยคุ้นเคยต่อการวินิจฉัย การตรวจสืบค้นและการดูแลรักษา จึงทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ถูกละเลยไม่ได้รับการดูแลรักษาหรือได้รับการรักษาผิดโดยวินิจฉัยเป็นโรคอื่น เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง ท่อปัสสาวะตีบ เป็นต้น
ภาวะนี้แม้จะไม่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตแต่ก็ก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตหลายประการ เช่น ภาวะเครียด ซึมเศร้า มีปัญหาในการเข้าสังคม
วิธีการตรวจสืบค้นเพื่อการวินิจฉัยโรคนี้ทำได้ไม่ยาก ผู้ป่วยส่วนมากอาศัยเพียงการซักประวัติที่ดีร่วมกับการตรวจขั้นพื้นฐานก็สามารถให้การวินิจฉัยได้แล้ว
การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคนี้ส่วนมากจะใช้เพียงแค่ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน รวมทั้งการใช้ยาบางชนิด ก็มักจะได้ผลแล้ว มีผู้ป่วยเพียงส่วนน้อยที่จำเป็นต้องรับการดูแลรักษาด้วยวิธีที่ยุ่งยาก
เนื่องจากผู้ป่วยที่มีภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินมีโอกาสมาพบแพทย์ได้ทุกสาขาไม่ว่าจะเป็น นรีแพทย์ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ และแพทย์เวชปฎิบัติทั่วไป การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้จึงเป็นเรื่องที่แพทย์ผู้เกี่ยวข้องควรกระทำ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง



รศ.นพ.วิทยา  ถิฐาพันธ์
ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

Main Text end
Local Navigation
Local Navigation end