To scroll text in this page
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการรักษามะเร็ง
» คลื่นไส้อาเจียน
» ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลข้างเคียงของการรักษามะเร็ง
» ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการคลื่นไส้อาเจียน
» จะป้องกันและบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนได้อย่างไร ?
» เมื่อรู้สึกคลื่นไส้ ควรปฏิบัติ
» เมื่ออาเจียน ควรปฏิบัติ
» ข้อควรปฏิบัติ
มาทำความรู้จักกับอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการรักษามะเร็ง
คลื่นไส้อาเจียน
- อาการคลื่นไส้และอาเจียน เป็นผลข้างเคียงของการรักษามะเร็งที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะการใช้ยารักษามะเร็งและการฉายรังสีรักษา
-
อาการดังกล่าวเมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี ไม่สามารถปฏิบัติงานหรือใช้ชีวิตประจำวันได้ รับประทานอาหารไม่ได้ ทำให้อ่อนเพลีย และไม่สามารถจะทนต่อการรักษาได้ ทำให้การรักษามะเร็งไม่ได้ผล
-
บางครั้งเมื่อผู้ป่วยเกิดอาการคลื่นไส้และอาเจียนมากในการรักษาครั้งแรก ทำให้เกิดการกลัวมาก จนถึงกับไม่ยอมรักษาต่อไป ยอมเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย
-
อาการคลื่นไส้อาเจียนนี้ ถ้าผู้ป่วยปฏิบัติตัวเองได้ถูกต้องตามคำแนะนำของแพทย์ อาการนี้จะทุเลาลดน้อยลงไปมาก จนเกือบจะไม่มีเลย
-
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจุบันนี้มียาแก้คลื่นไส้อาเจียนที่ให้ผลชงัดมาก
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลข้างเคียงของการรักษามะเร็ง
- การรักษามะเร็งทุกวิธี จะมีเป้าหมายหลัก คือการทำลายเซลล์มะเร็งให้มากที่สุด แต่ขณะเดียวกันเนื้อเยื่อปกติของร่างกายจะโดนทำลายไปด้วย เช่น เยื่อบุช่องปาก, เยื่อบุลำไส้, เม็ดเลือด ฯลฯ
- ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ถ้าได้รับการรักษาก็จะไม่เกิดผลข้างเคียงทุกราย มากหรือน้อยต่างกัน
- ผลข้างเคียง จากการรักษาวิธีเดียวกันในผู้ป่วยแต่ละคนจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของตัวผู้ป่วยเองแต่ละคน บางคนเกิดมากจนถึงกับทนไม่ได้ แต่บางคนเกือบจะไม่เกิดอะไรเลย
- ผลข้างเคียงจะมากหรือน้อยเช่นนี้ จะไม่เกี่ยวโยงถึงผลการรักษา
- ผลข้างเคียงยังขึ้นอยู่กับวิธีการรักษามะเร็ง เช่น การใช้ยารักษามะเร็ง จะมีผลข้างเคียงมากกว่าการฉายรังสี ยาแต่ละชนิดก็จะมีผลข้างเคียงไม่เหมือนกัน การฉายรังสีบริเวณต่างที่กัน ก็จะมีผลข้างเคียงมากน้อยต่างกัน เป็นต้น
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการคลื่นไส้อาเจียน
- โดยทั่วไปยารักษามะเร็งเกือบทุกชนิด จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ยาบางชนิด เช่น พลาตินัม จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนรุนแรง และติดต่อกันนานมาก
- ยิ่งใช้ยาในปริมาณมาก อาการก็จะยิ่งมาก
- ในวันที่ได้รับยารักษามะเร็ง ประมาณร้อยละ 80 ของผู้ป่วยมักจะมีอาการคลื่นไส้ และประมาณร้อยละ 50 มักจะอาเจียน
- ยาบางชนิด อาจจะทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกคลื่นไส้หรืออาเจียน จนกว่า 5-7 วันหลังได้รับยาจึงเกิดอาการ
- โดยทั่วไป ผู้ป่วยที่ได้รับยารักษามะเร็ง จะมีอาการคลื่นไส้ และอาเจียน หลังฉีดยาประมาณ 2-6 ชม. แต่บางรายก็จะเกิดอาการหลังฉีดยาภายใน 30 นาที และบางรายก็อาจจะเกิดอาการหลังฉีดยาหลายๆวัน
- ผู้ป่วยบางรายที่เคยได้รับการรักษามะเร็งมาก่อนประมาณ 3-4 ชุด และเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนมากในระยะต่อมา เมื่อมาถึงโรงพยาบาล, ถึงห้องฉีดยา, พบหน้าแพทย์ หรือพยาบาลผู้ฉีดยา จะเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนทันที บางรายจะอาเจียนอย่างจริงจัง กลิ่นยาบางอย่าง, กลิ่นแอลกอฮอล์ (ผู้ป่วยบางรายจะใช้คำว่า กลิ่นโรงพยาบาล) จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้แบบนี้ได้ และจะเป็นอยู่นานหลายๆ เดือน ในทางตรงกันข้าม ผู้ป่วยที่ได้รับยารักษามะเร็งชุดแรกและได้รับยาแก้อาเจียนเลย ในการได้รับยาชุดหลังๆ หรือในระยะเวลาต่อมา มักจะไม่เกิดการคลื่นไส้หรืออาเจียนแบบนี้ เมื่อมาถึงโรงพยาบาลหรือพบหน้าแพทย์
- การฉายรังสีก็จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้อาเจียนแต่มักจะไม่รุนแรง และยังขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉายและปริมาณรังสีที่ฉาย เช่น ฉายรังสีบริเวณท้อง, เชิงกราน จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมากกว่าฉายบริเวณศีรษะและคอ ยิ่งใช้ปริมาณรังสีมาก ก็ยิ่งจะมีอาการมาก
- ผู้ป่วยที่ได้รับยารักษามะเร็ง ถ้าเริ่มมีอาการคลื่นไส้และอาเจียนแล้ว ยาแก้อาเจียนมักจะได้ผลน้อยหรือเกือบจะไม่ได้ผลเลย ทางที่ดีทุ่ดคือให้ผู้ป่วยได้รับยาแก้อาเจียนดักล่วงหน้าก่อนเกิดอาการ จึงจะได้ผลดี
- ปัจจุบันมียาป้องกันการคลื่นไส้อาเจียนที่มีประสิทธิภาพดีมาก ซึ่งแพทย์จะให้ยาป้องกันการคลื่นไส้อาเจียน โดยการฉีดเข้าหลอดเลือด ก่อนให้ยารักษามะเร็งประมาณ 30 นาที ทำให้ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 90 ไม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนเลย
จะป้องกันและบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนได้อย่างไร ?
1.โดยการใช้ยาแก้อาเจียน
- อาการคลื่นไส้และอาเจียน จะหายไปหรือลดน้อยลงในผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 60 โดยการใช้ยาแก้อาเจียน
- ปัจจุบันมียาแก้อาเจียน ที่ได้ผลดีมาก มีหลายชนิดและหลายระดับ แพทย์จะเป็นผู้สั่งให้ผู้ป่วยแต่ละรายตามความเหมาะสมกับชนิดและขนาดของยารักษามะเร็ง
- ถ้ายามะเร็งชนิดมีฤทธิ์คลื่นไส้อาเจียนมาก แพทย์มักจะให้ยาแก้อาเจียนอย่างแรง (ซึ่งมีทั้งชนิดฉีดและรับประทาน) ก่อนที่จะเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ยาพวกนี้จะไปยับยั้งไม่ให้ร่างกาย ให้ร่างกายหลั่ง ซีโรโทนิน (ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ร่างกายมีคลื่นไส้อาเจียน) ออกมา
- เนื่องจากว่า เมื่อเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนแล้ว ยาแก้อาเจียนจะออกฤทธิ์ได้ช้าและได้ผลน้อย ฉะนั้นจงรับประทานยาตามแพทย์สั่งโดยเคร่งครัด (ปกติแพทย์จะฉีดยาแก้อาเจียน 30 นาทีก่อนให้ยารักษามะเร็ง และจะให้รับประทานเป็นช่วงระยะเวลาตามการออกฤทธิ์ของยา เช่น ทุกๆ 4, 6 หรือทุก 12 ชม. เป็นต้น) แม้จะไม่มีอาการก็ควรรับประทานยาแก้อาเจียนตามเวลาที่แพทย์สั่ง อย่ารอจนกว่าเกิดอาการแล้วจึงรับประทานยา จะไม่ได้ผล
- สำหรับยาแก้อาเจียนชนิดฉีด แพทย์จะฉีดให้ตามระยะเวลา ก่อนที่ยาเข็มก่อนจะหมดฤทธิ์ แม้ว่าผู้ป่วยจะไม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนก็ตาม
- เมื่อรับประทานยาตามแพทย์สั่ง หรือแพทย์ฉีดยาให้ตามกำหนดแล้วก็ยังมีอาการคลื่นไส้มาก หรืออาเจียน ควรแจ้งให้แพทย์ทราบเพื่อแพทย์จะได้พิจารณาเปลี่ยนยาแก้อาเจียนกลุ่มใหม่บางครั้งต้องเปลี่ยนยาหลายครั้งจึงจะได้ผล
- เมื่อได้รับยาแก้คลื่นไส้อาเจียน ก็อาจจะมีผลข้างเคียงเกิดขึ้น ได้แก่ ง่วงนอน, ปากแห้ง, ใจสั่น, กระวนกระวาย, กล้ามเนื้อกระตุก, ปวดศีรษะ หรือท้องผูก อาการเหล่านี้เกิดเฉพาะในบางรายเท่านั้น ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ จะได้เปลี่ยนยาใหม่ในคราวต่อไป
2. โดยการเลือกและเปลี่ยนวิธีในการรับประทานอาหาร
- ขณะรักษามะเร็งไม่ว่าจะเป็นการใช้ยารักษามะเร็งก็ดี, การฉายรังสีก็ดี จะรู้สึกเบื่ออาหารมาก และยิ่งมีอาการคลื่นไส้อาเจียนก็จะยิ่งเลวร้ายมากขึ้น
- ร่วมกับผลข้างเคียงอื่นๆ เช่น เจ็บปาก, เจ็บคอเวลากลืน, ท้องผูกหรือท้องเดิน, การรับรสของลิ้นเปลี่ยนไป, รู้สึกเหม็นอาหารมากขึ้น, สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้ผู้ป่วยขาดอาหารมากขึ้น อ่อนเพลียมากขึ้น
- ความจริงแล้ว ถ้าผู้ป่วยรับประทานอาการให้เหมือนปรกติและให้ได้มากที่สุด (แม้ว่าจะทำได้ยากขณะได้รับการรักษามะเร็งก็ตาม) จะทำให้ผู้ป่วยแข็งแรง ทนการรักษาได้ดี และยังลดอาการคลื่นไส้อาเจียนด้วย
- อาหารที่เป็นประโยชน์ และพยายามรับประทานให้ได้มาก ได้แก่ โปรตีน เช่นเนื้อสัตว์ทุกชนิด, ถั่วและเมล็ดธัญญาพืชทุกชนิด จึงจะช่วยซ่อมแซมสิ่งที่ึสึุกหรอ, สร้างเม็ดเลือดเพิ่มขึ้น, เจ็บปากหายเร็วขึ้น
เมื่อรู้สึกคลื่นไส้ ควรปฏิบัติ
- สิ่งแรกที่รับประทานในตอนเช้า เลือกอาหารแห้งๆ
- รับประทานอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มที่เย็น หรือเท่าอุณหภูมิห้อง เพราะอาหารร้อนๆ มักจะมีกลิ่น และทำให้คลื่นไส้
- เลือกอาหารที่จืดและไม่มีกลิ่น เช่น ข้าวต้ม, ขนมปัง, โจ๊ก
- ถ้าไม่รับประทานเนื้อ ควรได้โปรตีนจากปลาหรือถั่ว
- หลีกเลี่ยงอาหารที่มันจัด, หวานจัด หรือมีรสจัด
- ดื่มน้ำก่อนเวลาอาหาร 1 ชั่วโมง และหลังอาหารแล้ว 1 ชั่วโมง เพื่อจะไม่รู้สึกแน่นท้องขณะรับประทานอาหาร
- เครื่องดื่มควรมีลักษณะใส (ที่มองผ่านได้) เช่น น้ำเปล่า, น้ำชาอ่อนๆ, น้ำแตงโม, น้ำทับทิม ฯลฯ
- รับประทานอาหารเบาๆ น้อยๆ บ่อยๆ ครั้ง จะทำให้ไม่รู้สึก แน่น อึดอัด
- ค่อยๆ เคี้ยว อย่ารีบกลืน เพื่อทำให้ย่อยได้ดีขึ้น
- หลังจากอาเจียนแล้ว รับประทานอาหารรสเค็มบ้าง
- ในวันที่จะได้รับยารักษามะเร็ง ควรรับประทานอาหารอ่อนๆ ก่อนหรือหลังได้รับยารักษามะเร็งเกิน 2 ชั่วโมง เพื่อมให้ท้องว่างไม่อาเจียน
- ในวันที่จะได้รับยารักษามะเร็ง อย่ารับประทานอาหารที่เคยชอบ (อาหารจานโปรด) เพราะจะเผลอรับประทานมาก และถ้าเกิดมีการอาเจียน ท่านอาจจะเกลียดอาหารจานโปรดนั้นไปเลย
- หลังอาหารทันที อย่านอนราบ พยายามเดิน, นั่ง หรือนอนเอนตัวให้นานที่สุด
เมื่ออาเจียน ควรปฏิบัติ
- ให้รอ 3-6 ชั่วโมงหลังอาเจียน จึงเริ่มรับประทานอาหารได้
- เริ่มจากเครื่องดื่มที่มีลักษณะใสและไม่มีกลิ่นก่อน ถ้าไม่มีอาเจียนจึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นอาหารอื่นๆ
- หลังอาหารบ้วนปากด้วยน้ำผสมเกลือแกงเล็กน้อยก็ได้ จะทำให้รู้สึกสะอาดและสบายในปาก
3.โดยการใช้วิธีพักผ่อน
- นอกจากการใช้ยาและอาหารแล้ว การพักผ่อนที่ถูกวิธีจะช่วยลดอาการอาเจียนได้มาก อย่าลืมว่า อารมณ์, ความวิตกกังวล, จะมีอิทธิพลต่อการอาเจียนได้
- การพักผ่อนทำได้ง่ายๆ โดยการฟังเพลงที่ชอบ, ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือ, หรือจะโดยวิธีนั่งสมาธิ, ฝึกโยคะ เป็นต้น
- หรือโดนวิธีคลายกล้ามเนื้อ โดยปฏิบัติดังนี้
- โดยอยู่ในห้องที่เงียบและสบาย ปิดวิทยุและโทรทัศน์ อย่าให้ใครรบกวนโดยปิดห้อง อยู่ในท่าสบาย เช่น ท่านอน, แต่งตัวตามสบาย เริ่มโดยเกร็งกล้ามเนื้อที่เท้าก่อน เกร็งให้แรงที่สุด ประมาณ 10 วินาที และผ่อน ต่อมาทำที่น่อง, ต้นขา, ก้น, หน้าท้อง, หน้าอก, หัวไหล่, แขน, มือ, ใบหน้า ตามลำดับ ท่านจะรู้สึกสบาย ตัวเบา และอาการคลื่นไส้อาเจียนจะลดลง
ข้อควรปฏิบัติ
- ก่อนเริ่มรักษาครั้งแรก ควรถามแพทย์ผู้รักษาเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอาการคลื่นไส้อาเจียน เพื่อเตรียมตัว เตรียมใจ และขอร้องให้แพทย์สั่งยาแก้อาเจียนไว้ล่วงหน้า
- เมื่อมีอาการเกิดขึ้น ขอให้บอกแพทย์หรือพยาบาลทันทีอย่าได้เกรงใจ แม้ว่าแพทย์จะใช้ยารักษาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีคลื่นไส้หรืออาเจียนนานกว่า 24 ชม. แล้วยังไม่ทุเลา แม้ว่าจะได้ยาแก้อาเจียนแล้วก็ตาม
- เมื่อแพทย์สั่งยาแก้อาเจียนชนิดรับประทาน ขอให้รับประทานตามสั่งอย่างเคร่งครัด
โดย ศาตราจารย์ นายแพทย์ไพรัช เทพมงคล
กรรมการเลขานุการมูลนิธิโรคมะเร็งโรงพยาบาลศิริราช